ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงแห่งชาติกับยุทธศาสตร์ชาติ
ได้กล่าวมาแล้วว่ารัฐจะดำรงความเป็นรัฐอยู่ได้ รัฐจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญครบถ้วน ทั้ง ๔ ประการ คือ ประชากร ดินแดน รัฐบาล และอำนาจอธิปไตย และรัฐจะขาดองค์ประกอบอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ เพราะจะไม่มีความเป็นรัฐที่ครบถ้วนสมบูรณ์ แต่การที่รัฐจะสามารถจะดำรงความเป็นรัฐอยู่ได้นานเพียงไรนั้น นอกจากจะมีองค์ประกอบครบถ้วนดังกล่าวแล้วรัฐยังต้องปราศจากสิ่งที่จะมาคุกคามหรือทำลาย หรืออาจจะกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า รัฐจะต้องปราศจากภยันตรายใดๆ ทั้งปวง ไม่ว่าภยันตรายหรือภัยคุกคามนั้นจะเป็นในลักษณะใดก็ตาม หากรัฐปราศจากภยันตรายหรือภัยคุกคามใด ๆ แล้ว ประชาชน ในรัฐนั้นก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความมั่นใจในความปลอดภัย ทั้งชีวิตและทรัพย์สินด้วยประการ ทั้งปวง รวมทั้งปราศจากความตื่นกลัวและความวิตกกังวลต่างๆ
การที่ประชาชนในชาติหรือรัฐดำรงชีวิตอยู่ได้โดยปกติ และรัฐดำรงความเป็นเอกราชและอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์เช่นนี้อาจเรียกได้ว่าชาตินั้นอยู่รอดและ ความอยู่รอดของชาติ (survival) นี้เอง นับเป็น ผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของชาติ (National Vital Interests) ประการหนึ่ง แม้ว่าความอยู่รอด ของชาติค่อนข้างจะมีความหมายที่กว้างขว้างและมีลักษณะที่เป็นนามธรรม (abstract) ก็ตาม แต่ก็อาจจำกัดขอบเขตให้แคบลงไปให้ชัดเจนขึ้น กล่าวคือ ความอยู่รอดของชาติหรือชาติจะอยู่รอดปลอดภัยได้นั้น จะต้องมีการรักษาความเป็นชาติต่อไปเอาไว้ให้ได้
เอกลักษณ์ที่จะพอพิสูจน์ทราบหรือแสดงความชาติออกมาให้เห็นได้ที่สำคัญมี ๓ ประการดังนี้
ประการแรก : ได้แก่สถาบัน (Institution) และวัฒนธรรมต่างๆ ที่คนในชาตินิยมเคารพนับถือเหมือนๆ กัน เช่น การยอมรับประมุขหรือหัวหน้าคนเดียวกัน ซึ่งประมุขหรือหัวหน้านั้นอาจอยู่ในรูปของพระมหากษัตริย์ พระราชินี ประธานาธิบดี หรือประธานพรรคการเมืองก็ได้แล้วแต่ลัทธิการปกครองและเศรษฐกิจที่ประเทศนั้นใช้อยู่
ประการที่สอง : ได้แก่ การอยู่ร่วมเป็นกลุ่มเดียวหรือพวกเดียวกัน พูดจาภาษาเดียวกัน ใช้ขนบ ธรรมเนียมประเพณีเหมือน ๆ กัน และเคารพในความเชื่อ (Belief) หรือศาสนาเดียวกัน
ประการที่สาม : ได้แก่ ความเจริญก้าวหน้าของคนในชาติ เพราะถ้าหากคนในชาติไม่มีการขยายปริมาณและมีการดำรงชีพทันต่อความเจริญและความเปลี่ยนแปลงของโลกหรือสิ่งแวดล้อมแล้วชาตินั้นก็จะมีแต่อับเฉาและหดตัวลง และคนในชาติก็จะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในที่สุด
ดังนั้น จึงน่าจะยอมรับไปโดยทั่วกันว่าความอยู่รอดของชาติ ย่อมมีความสำคัญต่อชาติอย่างยิ่งหากมีสิ่งใดๆก็ตามที่จะมีผลกระทบกระเทือนต่อความอยู่รอดของชาติแล้ว ชาตินั้นๆย่อมจะไม่มีความมั่นคงปลอดภัยและสิ่งดังกล่าวเหล่านั้นเองก็อยู่ในขอบข่ายของผลประโยชน์ของชาติทั้งสิ้น หรืออาจกล่าว ได้อีก อย่างหนึ่งว่าสิ่งใดที่มีผลกระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ของชาติสิ่งนั้นย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อความ อยู่รอดของชาติด้วย ขอให้สังเกตว่าผลประโยชน์ของชาตินั้นเป็นเป้าหมายหรือจุดหมายปลายทางอันสำคัญที่ชาติมุ่งให้บรรลุถึง หรืออีกในหนึ่งก็คือ ผลประโยชน์ของชาติคือหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ นั้นเอง
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างความมั่นคงของชาติกับยุทธศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่แยกออก จากกันได้อยาก และจะต้องปฏิบัติควบคู่กันตลอดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือในการวางแผนและปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ อันเป็นเป้าหมายที่สำคัญไว้ให้ได้นั้นจำเป็นจะต้องทำแผนรายละเอียดในเรื่องนโยบายความมั่นคงของชาติ เพื่อยึดถือเป็นหลักปฏิบัติต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีที่น่าสังเกตว่าในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของชาตินั้น จำเป็นจะต้องใช้เครื่องมือของชาติทั้งปวงที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมีดังกล่าวนี้คือ พลังอำนาจของชาติ (National Power) ซึ่งพลังอำนาจของชาตินั้นก็มีอยู่มากมายเช่นกัน รวมทั้งองค์ประกอบที่ไม่มีตัวตนอันได้แก่ ศักดิ์ศรีหรือทักษะของชาติที่มีอยู่ เช่นเดียวกับองค์ประกอบที่มีตัวตน เช่น อาวุธ และวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นต้น ผู้ที่มีส่วนร่วมหรือเกี่ยวข้องกับกรรมวิธีหรือกระบวนต่าง ๆ ของความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งนายทหารชั้นสำคัญ ๆ ของกองทัพจะต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้องและลึกซึ่ง ถึงความมั่นคงแห่งชาติ รวมทั้งองค์ประกอบพลังอำนาจอันสลับซับซ้อน เพราะกรรมวิธีทางการเมืองและระบบราชการอาจก่อให้เกิดความยุ่งยากลำบากอยู่เสมอในเมื่อนโยบายต่างๆ ได้พัฒนาขึ้นตามลำดับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารเข้าเผชิญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา เพื่อจุดประสงค์ในการที่จะรักษาความมั่นคงของชาติให้มีสันติสุขและยั่งยืนและถาวรตลอดไป